
CLIP SUMMARY
เฟืองหลักของ “เทรดเดอร์ทุกคน”
คิดแบบวิศวกร: ระบบเทรดของคุณคือ “เครื่องยนต์”
คิดแบบวิศวกร: ระบบเทรดของคุณคือ “เครื่องยนต์”
เป็นข้อที่สองต่อจากเดิมในเรื่อง เครื่องยนต์ต้องทนต่อแรงสั่นสะเทือนและสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้
เมื่อพูดถึงความทนทานของระบบเทรดหมายถึง การที่ระบบของเราต้องสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางสภาพตลาดที่รุนแรง ทั้งความไม่มั่นคง และคาดเดาได้ยาก เขาเปรียบตลาดการเงินเหมือนสนามทดสอบความทนทาน ที่มีทั้งแผ่นดินไหวและพายุเฮอริเคนเกิดขึ้นเป็นประจำ อาจจะมีช่วงเวลาที่อากาศดีบ้าง แต่เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงพายุเหล่านี้ได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดจะคอยทดสอบโครงสร้างและการเชื่อมโยงภายในระบบของเราอยู่ตลอด ในช่วงที่ตลาดเทรดยาก เทรดเดอร์จำนวนมากจะเริ่มไม่มั่นใจในระบบของตัวเอง และนั่นทำให้เกิดคำถามมากมายตามมา เช่น
- ทำไม Setup ถึงไม่เวิร์ก?
- ควรเปลี่ยน Position Size ไหม?
- ควรหา Filter ใหม่ ๆ มาใส่เพิ่มหรือเปล่า?
- หรือควรเปลี่ยน Setup ไปเลยดี?
หลายๆ คนเองก็เคยผ่านหรือรู้สึกแบบนี้กันทั้งนั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดแย่ ๆ จนทำให้เราเริ่มไม่แน่ใจกับสิ่งที่เราทำอยู่ นั่นแหละคือสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘แรงสั่นสะเทือนจากตลาด’
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องสร้างรากฐาน และโครงสร้าง ที่สามารถรับแรงสั่นสะเทือนเหล่านี้ได้ และจากประสบการณ์ของตัวเขาเอง หากเราอยากให้ระบบทนต่อแรงกดดันและมีความยืดหยุ่น เราต้องมีสองสิ่งนี้ :
ทุกชิ้นส่วนของระบบ ต้องเข้ากันได้และสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์
ทุกชิ้นส่วนต้องเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น
คำว่า ‘เชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้น’ หมายความว่าระบบของคุณไม่ควรเป็นการนำชิ้นส่วนจากหลายแหล่งมาแปะรวมกันแบบสุ่ม ถึงแม้คุณจะเทรดแนวเดียวกับคนอื่น แต่ระบบของแต่ละคนก็ยังแตกต่างกันอยู่ดี และสิ่งที่เกิดขึ้นกับเทรดเดอร์ส่วนใหญ่คือ ระบบที่ใช้นั้นดูเหมือนครบทุกชิ้น แต่จริงๆ กลับไม่ได้สอดคล้องกันจริง ๆ
เขายกตัวอย่าง บางคนใช้ Setup จากหนังสือเล่มหนึ่ง, ใช้การบริหารความเสี่ยงจากอีกเล่ม, เอาวิธีสแกนจากเทรดเดอร์ใน Twitter, หรือใช้กฎการขายจากอีกคน และใช้แนวคิดเรื่องโครงสร้างตลาดจากที่อื่นอีก
และพอเราฟังเขาอธิบายก็เหมือนเขามีทุกอย่างครบแล้ว แต่มันกลับเข้ากันไม่ได้ และที่สำคัญคือ ไม่ได้เชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียวกันจริงๆ นี่คือกับดักทั่วไปที่เทรดเดอร์จำนวนมากติดอยู่ และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถทะลุผ่านกำแพงนี้ และสร้างระบบที่มีความกลมกลืน ทนทาน และรับแรงกระแทกได้ในทุกสภาพตลาดได้
ทางออกข้อแรก: “จัดองค์ประกอบให้สอดคล้องกัน”
ถ้า Setup ของเรามาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลานมันแทบจะไม่มีทางเวิร์กเลย ถ้าไม่ปรับให้มันเข้ากัน
เขายกตัวอย่างว่า สมมติแนวคิดของคุณเกี่ยวกับตลาดคือ อยากจับการเคลื่อนไหวใหญ่ ๆ เน้น Risk ต่อ Reward ที่สูงมาก คุณก็เลยปรับหลายองค์ประกอบในระบบให้รองรับเป้าหมายนี้ เช่น ปรับมุมมองโครงสร้างตลาดที่มองหาการเกิดขึ้นของเทรนด์ใหญ่ เลือกกลยุทธ์ที่มีอัตราชนะต่ำแต่ยอมขาดทุนน้อย เทรดแบบแพ้บ่อยแต่ชนะครั้งหนึ่งได้เยอะๆ
แต่คุณกลับตั้งกฎการขายว่า ‘ให้ขายหุ้นหลังจากถือไปแค่ 2–3 วัน ตรงนี้แหละปัญหา เพราะคุณปรับทุกอย่างมาเพื่อรอจังหวะกินยาว แต่กลับมาตัดขาดตอนที่กำลังจะเริ่มรันเทรนด์พอดี นั่นคือคุณกำลังใช้กฎบางข้อ ‘หักล้าง’ เป้าหมายของตัวเอง และนี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเทรดเดอร์จำนวนมาก พวกเขาสร้างระบบที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบที่ขัดแย้งกันเองโดยไม่รู้ตัว
เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้อง ค่อย ๆปรับทุกองค์ประกอบให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ ทั้งแนวคิดที่รับมาจากคนอื่นๆ และสิ่งที่ออกแบบเอง ทุกชิ้นส่วนต้องเชื่อมโยงกัน และต้องรับไม้ต่อกันได้
ทางออกข้อที่สอง: สร้างความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้น (Strong Bonds)
แม้เราจะมีระบบการเทรดที่ดูดีและครบถ้วนแล้ว แต่หากแต่ละส่วนในระบบไม่มีความเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง ระบบนั้นจะยังไม่ใช่ของคุณจริง ๆ เพราะมันขาดประสบการณ์และความเข้าใจลึกซึ้งเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จจริงจะมีระบบที่ทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ไม่ใช่เพียงลอกเลียนจากคนอื่น แต่เป็นระบบที่ผ่านการทำงานภายในจนกลายเป็นของเขาโดยสมบูรณ์
คุณมาริออส แนะนำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘สิ่งที่เราใช้ในระบบไม่ว่าจะเป็นการแสกน จุดเข้าหรือจุดออก เราใช้มันเพราะเราค้นพบด้วยตัวเองว่ามันเวิร์ก? หรือเพียงเพราะเราเห็นคนอื่นใช้แล้วได้ผล?’ เพราะถ้าหากทำตามเพียงเพราะเห็นว่าคนอื่นทำแล้วสำเร็จ เราจะไม่มีวันสร้างความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นระหว่างแต่ละส่วนในระบบได้เลย
วิธีที่จะสร้างความเชื่อมโยงเหล่านี้ได้ คือ
- เชื่อมั่นในระบบของตัวเองอย่างเต็มที่
- ตอบให้ได้ทุกคำถามว่าทำไมถึงเลือกใช้สิ่งนั้น เพราะความมั่นใจที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เราไม่มีคำถามค้างคาใจอีกแล้ว
แล้วถ้าเราไม่มีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้น จะเกิดอะไรขึ้น? เราจะเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบในหัวเต็มไปหมด ทั้งความรู้สึกที่ไม่มั่นใจตลอดเวลา เราจะใช้ระบบแบบงง ๆไปเรื่อยๆ
และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุผลจริง ๆ ที่คุณใช้ Setup แบบนี้คืออะไร ที่สำคัญไม่รู้ว่าทำไมถึงกำหนด Position Size แบบนั้น
พอเจอสภาวะตลาดที่ไม่เป็นใจ เราจะเริ่มลังเล ปรับนู่นเปลี่ยนนี่ ลองอันใหม่ จนสุดท้ายก็ได้ระบบใหม่ที่ก็ยังไม่สอดคล้องกันเหมือนเดิม เทรดเดอร์จำนวนมากติดอยู่ในนั้น 'ในลูปที่ไม่มีที่สิ้นสุด'
แล้วจะหลุดจากลูปนี้ได้อย่างไร?ก่อนจะรับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา คุณต้องตอบให้ได้ว่า
ทุกส่วนในระบบที่มีอยู่ ทำหน้าที่อะไร และมีไว้ทำไม
ถ้าจะเพิ่มอะไรเข้าไป ต้องปรับให้มันเข้ากับระบบเดิม โดยไม่ไปขัดแย้งกับชิ้นส่วนอื่น
ต้องตอบคำถาม ‘ทำไม’ ให้ได้ทุกข้อในระบบ
คุณมาริออส บอกว่าการเอาไอเดียใหม่ๆ ใส่เข้าไปในระบบน่ะง่าย แต่สิ่งที่ยาก คือ การใช้เวลาคิดให้ลึกถึงแก่น ว่าทำไมเราถึงเลือกใช้สิ่งนั้น เพราะมันคือวิธีเดียวที่ทำให้เราได้ความชัดเจน และความมั่นใจ ที่แท้จริง จนคุณไม่สั่นไหวตามแรงกระเพื่อมของตลาด
ตัวอย่างคำถามที่คุณมาริออส ชอบถามตัวเอง
- ทำไมถึงเลือก Momentum Trading หรือ Swing Trading? เพราะคุณเชื่อในมันจริง ๆ หรือเพราะเห็นคนอื่นทำแล้วได้เงิน?
- ทำไมถึงติดตามหุ้นที่อยู่ใน Stage 2? เพราะมีคนบอกว่าแบบนี้ดีที่สุด หรือคุณทดสอบและเชื่อด้วยตัวเองแล้ว?
- ทำไมใช้ฟิลเตอร์แบบนี้? เคยตรวจสอบไหมว่ามันเวิร์กจริง หรือแค่ก็อปคนอื่นมาใช้?
ทุกส่วนในระบบของเรา สอดคล้องกับหลักคิดของเราจริงหรือเปล่า หรือมีบางอย่างแปลก ๆ อยู่?
การหยิบแนวคิดใหม่ๆ มาใช้เป็นเรื่องดี เพราะเราไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างจากศูนย์ แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะเชื่อมโยงกับตัวเราแบบอัตโนมัติ เขาเองก็หยิบแทบทุกอย่างมาจากคนอื่น แต่เขาเลือกปรับบางอย่าง หรือสิ่งที่เขาไม่ปรับ เขาก็มั่นใจได้ เพราะเขาเคลียร์คำถามในหัวตัวเองไปได้หมดแล้ว
นี่คือความต่างระหว่าง “Copy → Paste ” กับ “Copy → Verify → Adjust → Operate ”
Source : Marios Stamatoudis – Mastering Your Trading Foundation: Think Like an Engineer