← บทความทั้งหมด
ทำไมการเป็นเทรดเดอร์ ไม่ได้ “ง่าย” เหมือนที่คิดไว้ในตอนแรก

CLIP SUMMARY

ทำไมการเป็นเทรดเดอร์ ไม่ได้ “ง่าย” เหมือนที่คิดไว้ในตอนแรก

“ไม่มีสไตล์ไหนที่ทำเงินได้ทุกสภาวะตลาด”

“ไม่มีสไตล์ไหนที่ทำเงินได้ทุกสภาวะตลาด”

บทความนี้พูดถึงรายการ Better System Trader ที่มาสัมภาษณ์คุณ Laurens Bensdorp ผู้ซึ่งเป็นเทรดเดอร์สาย Systematic Trader ที่มีระบบเทรดกว่า 55 ระบบ รวมถึงเป็นเจ้าของหนังสือเทรดหลายเล่ม ในช่วงแรกของการเข้ามาเทรดเขาเล่าว่า เขาขาดทุนต่อเนื่องทุกวัน เป็น feedback แรกที่ตรงที่สุดแล้วว่า การเป็นเทรดเดอร์มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่เขาคิดไว้

ในช่วงแรกเขาไปอ่านเรื่อง Trend ,Pullback และ Indicator อย่าง Overbought/Oversold แต่เขาไม่มี Trading Plan เลย ทุกอย่างเป็นการเดาล้วนๆ และเขาก็มองแต่ข่าว เช่น ถ้ามีการตัดสินใจของ Fed ก็มานั่งเฝ้าหน้าจอ แล้วพอผลออกมาปุ๊บก็รีบเข้าไปตามราคาทันที ซึ่งมันคือการไม่มีโครงสร้าง ไม่มีระบบอะไรทั้งนั้น

ผลลัพธ์ก็คือเขาขาดทุนต่อเนื่องตลอดเวลาจนเริ่มรู้ตัวว่า ‘สิ่งที่ทำอยู่นี่มันแค่การ Gambling ไม่มี Edge อะไรเลย ถ้ายังทำต่อไปก็หมดตัวแน่ๆ’ นั่นแหละที่เป็น Trigger ให้เขาคิดว่าต้องมาจริงจังกับการศึกษาแล้ว เราต่างต้องผ่านช่วงเวลานั้นไปเหมือนๆกัน เพื่อจะได้เข้าใจว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ และเพื่อจะตระหนักได้ว่าการเทรดมันยากมากจริงๆ ไม่ใช่อะไรที่ง่ายเลย

ตลอดเส้นทางของการเป็นเทรดเดอร์คุณ Laurens อ่านหนังสือไปกว่า 500 เล่ม เพื่อพยายามเก็บเกี่ยวความรู้ ซึ่งมันเท่ากับอ่านวันละเล่มยาวไปปีครึ่งเลย เขาสงสัยว่าทำไมถึงยังหาคำตอบไม่เจอจาก 10 เล่มแรก หรือ 50 เล่มแรก ทำไมต้องไปไกลขนาดนั้น?

ในตอนนั้นเขาเองก็ไม่รู้หรอกว่า เนื้อหาที่ดีหรือไม่ดี เขาแค่มีความเชื่อว่า เขาต้องการข้อมูลและความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาด ต้องรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยอ่านทุกอย่างที่เจอ แต่ปัญหาก็คือ มันไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ให้ไอเดียการเทรดที่ชัดเจนว่าจะเข้าออกยังไง และในตอนนั้นก็ไม่มีเล่มไหนที่พูดถึงด้านจิตวิทยาการเทรดต่างกับช่วงหลังๆที่ผ่านมา เขาเริ่มเข้าใจว่า จริงๆ แล้วมันไม่มี Holy Grail ในการเทรดหรอก และไม่มีกลยุทธ์เดียวที่ใช้ได้กับทุกอย่าง

คุณ Laurens เล่าต่อว่า ช่วงที่เขาเริ่มเทรดใหม่ๆ เขามีความเชื่อว่าต้องเทรดตลอดเวลา เข้า-ออกบ่อยๆ แต่มันไม่ได้ทำให้เขาได้เทรดเยอะ และเขาเองก็อยากถูกเสมอ จึงเปลี่ยนไปเทรดแบบ Trend Following แต่ปัญหาของการเทรดแบบนี้คือมันมี Win Rate ต่ำ ทำให้เขาหงุดหงิด สุดท้ายเลยออกจากสไตล์นี้ไป แต่พออายุมากขึ้น รู้สึกใจเย็นขึ้น ทำให้เขาก็เริ่มเข้าใจสไตล์ต่างๆ ได้มากขึ้น

ซึ่งเราสามารถหาสไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง โดยไม่ต้องไปอ่านหนังสือ 500 เล่มหรือเสียเงินลองผิดลองถูกเยอะๆ ได้จากการดูปัจจัยดังต่อไปนี้ :

  • Win Rate: บางคนไม่เหมาะกับสไตล์ที่เปอร์เซ็นต์การชนะต่ำๆ
  • Trade Duration: ระยะเวลาที่ถือ Position

เขาบอกว่า ‘ไม่มีสไตล์ไหนที่ทำเงินได้ทุกสภาวะตลาด’ เช่น Trend Following อาจมีช่วง 2–3 ปีที่ไม่ทำเงินเลย ขณะที่ Mean Reversion หรือสไตล์อื่นที่มีการเทรดที่บ่อยกว่า จะสามารถฟื้นจาก Drawdown ได้เร็วกว่า หรือบางคนสามารถที่จะ Short Selling ในขณะที่บางคนกลับรู้สึกทำไม่ได้

สิ่งที่สำคัญ คือ เราต้องสบายใจกับทั้งข้อดีและข้อเสียของสไตล์นั้นๆได้แบบ 100% เช่น ถ้าเป็น Trend Following คุณต้องยอมรับได้ว่าจะมีแพ้ติดกัน 20–30 ครั้ง และต้องมีความเชื่อหลักที่ยึดถือว่าคุณกำลังล่าหา Big Outlier เวลาได้กำไรจะเป็นกำไรคำใหญ่ๆ ที่คุ้ม ในขณะที่สไตล์อื่นอาจมี Win Rate สูง แต่กำไรเฉลี่ยต่อการเทรดจะเล็กกว่า ซึ่งถ้าเราดูสถิติแล้วรู้สึกว่า ‘โอเค นี่แหละคือสไตล์ที่อยากจะเทรด’ แบบนั้นก็ถือว่ามั่นใจกับสไตล์นั้นได้แล้ว

คุณ Laurens ยังบอกอีกว่า หลายครั้งที่เทรดเดอร์จะเจอคำตอบจริงๆก็ต่อเมื่อได้เทรดจริง ไม่ใช่แค่จากการอ่านหรือการจำลอง เช่น ตอน Backtest อาจดูดีมาก แต่พอมาเทรดจริงกลับไม่ชอบเลยก็ได้ ดังนั้น เรื่องนี้มันจึงเป็น Concept ที่ต้องพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ซึ่งในบทความต่อไปจะเล่าถึงเรื่องของ Backtesting Insights ในรูปแบบของคุณ Laurens Bensdorp อีกครั้งครับ

Source : วิดีโอสัมภาษณ์ Consistent and Confident Trading - Laurens Bensdorp จากช่อง Better System Trader