
BOOK SUMMARY
สรุป 30 ข้อคิดจากหนังสือ Trend Following : เทรดตามเทรนด์
ไม่ทำนายทิศทาง แต่ตอบสนองตามการเคลื่อนไหวของตลาด
ไม่ทำนายทิศทาง แต่ตอบสนองตามการเคลื่อนไหวของตลาด
การเทรดตามเทรนด์ คือการเทรดด้วยการตอบสนองต่อราคา ซึ่งการวิเคราะห์จากราคานั้นไม่ได้ทำให้เราเข้าในจุดที่แม่นยำ เข้าที่ราคาต่ำสุด หรือขายออกได้ที่จุดสูงสุดของเทรนด์ ทำให้มุมมองของการเทรดตามเทรนด์จะไม่กำหนดเป้าหมายกำไรเป็นตัวเลขที่แน่นอน
เทรดตามแนวโน้มจะไม่ทำนายทิศทาง แต่ตอบสนองไปตามการเคลื่อนไหวของตลาดเท่านั้น
การเทรดตามเทรนด์ คือการลงมือเทรดตามเทรนด์ ไม่ใช่ไม่ใช่ผู้ทำนายเทรนด์ (ผู้เขียนเล่าว่า เขาเคยเห็นคนที่พยายามจะซื้อในจุดต่ำสุดและสูงสุดมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวแทนที่จะประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขาคิดว่าตลาดต้องวิ่งไปตามสิ่งที่พวกเขาคิด)
อย่าพยายามคาดเดาว่าแนวโน้มจะดำเนินต่อไปอีกไกลแค่ไหน ไม่มีใครสามารถคาดคะแนและรู้ได้ว่าตลาดจะขึ้นสูงหรือลงต่ำเท่าไหร่ และอีกหนึ่งสิ่งที่เทรดเดอร์ควรให้ความสำคัญคือ ความเข้าใจที่ว่าราคาเคลื่อนไหวก่อนข่าวเสมอและราคาตลาดจะไปยังตำแหน่งที่ตลาดควรจะไป
ต่อให้ตำราของการเทรดตามเทรนด์จะมีอยู่เต็มไปหมด สุดท้ายเทรดเดอร์ที่ขี้ระแวงทั้งหลายก็อาจทำใจเทรดในรูปแบบนี้ได้ยากอยู่ดี เพราะพวกเขามักจะพูดว่าตลาดเปลี่ยนไปแล้ว และจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป แต่แท้จริงแล้วการเทรดตามเทรนด์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และจะไม่มีวันเปลี่ยนไป เพียงแต่ตลาดอาจไม่ให้ความร่วมมือในบางช่วงเวลาก็เท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงของราคาไม่ได้เป็นการสุ่มอย่างสมบูรณ์แต่เป็นไปตามแนวโน้มระยะยาว
เมื่อไหร่ก็ตามที่เทรนด์เริ่มต้นขึ้นมันมักจะเริ่มจากตลาดที่ราบเรียบดูเหมือนไม่ค่อยเคลื่อนที่ เพราะมันจะผันผวนขึ้นๆลงๆขาดๆหายๆ แต่ไม่ว่าในตอนเริ่มต้นมันจะดูงี่เง่าขนาดไหน และไม่ว่าตอนท้ายเทรนด์จะดูยืดยาวหรือไร้เหตุผลเพียงใด เราก็จะเทรดตามเทรนด์
ถ้าเราไม่สามารถเดาจุดสิ้นสุดหรือจุดสูงสุดของเทรนด์ได้ จงอย่าพึ่งรีบขายมันทิ้งและจงยอมเสี่ยงที่จะวางผลกำไรนั้นไว้บนโต๊ะก่อน เพราะสุดท้ายแล้วเราต้องการการเทรดที่ชนะจนได้กำไรก้อนใหญ่ เพื่อมาชดเชยการขาดทุนเล็กๆที่ผ่านมา
การปล่อยให้กำไรของเราเติบโตนั้นเป็นเรื่องที่ยากในเชิงจิตวิทยา แต่เราก็ต้องเข้าใจได้ว่า การพยายามปกป้องกำไรทุกบาทของเรานั้น มันทำให้เกิดกำไรก้อนใหญ่ไม่ได้ สิ่งนี้ทางแยกสำคัญของเกมแห่งการเติบโตของการเป็นเทรดเดอร์
หากคุณไม่ยอมรับการขาดทุน แสดงว่า คุณไม่ยอมรับความเสี่ยงและถ้าคุณไม่เสี่ยงคุณก็ไม่มีวันจะได้รางวัลใหญ่ ดังนั้น การขาดทุนไม่ใช่ปัญหาคุณแค่ต้องจำกัดมันให้ได้ จำไว้เลยว่า เราไม่สามารถสร้างกำไรได้ ถ้าหากเราไม่เต็มใจที่จะสูญเสียมันเป็นเหมือนกับการหายใจเข้า แต่ไม่อยากหายใจออก
ถ้าคุณยังคงคิดว่าความผันผวนคือศัตรูแทนที่จะมองว่าความผันผวนเป็นแหล่งกำเนิดของกำไร คุณจะไม่มีวันได้รับสิ่งนั้น -บิล ดันน์ (Bill Dunn)
Dunn Capital ไม่เคยกำหนดเพดานกำไร เขาไม่เคยกล่าวว่า เราจะทำผลตอบแทน 15% ต่อปี เพราะไม่มีใครสามารถสั่งให้ตลาดมอบผลตอบแทนคงที่ 15% ให้กับเทรดเดอร์ได้ สิ่งที่เขาคำนึงถึงมากที่สุดคือ ควรเทรดเวลาไหนอย่างไร จำนวนมากหรือจำนวนน้อยเท่าไหร่ที่จะเข้าไปซื้อขาย
ตอนที่เราได้กำไรมากที่สุดคือตอนนี้เราไม่ได้ซื้อขาย และเราทำกำไรได้มากขึ้นเมื่อเราเทรดน้อยลง - จอห์น ดับเบิ้ลยู. เฮนรี่ (John W.Henry)
คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงความผันผวนบนมุมมองที่มองว่า ความผันผวนเป็นสิ่งเลวร้าย แต่สิ่งที่คุณเฮนรี่ ค้นพบนั้นกลับตรงข้าม เพราะการหลีกเลี่ยงความผันผวนขัดแย้งความสามารถในการอยู่ในแนวโน้มระยะยาว และระบบระยะยาวจะไม่หลีกเลี่ยงความผันผวน แต่จะใช้ความอดทนวางเฉยเพื่อข้ามผ่านความผันผวนนั้นไปแทน
การเทรดตามเทรนด์เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและถ้าเราอดทนมากพอเราก็สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลโดยเฉพาะตอนที่เราไม่จำกัดเป้าหมายกำไร
คนส่วนใหญ่มักจะกลัวและคิดไปเองว่า คนที่ใช้กลยุทธ์ตามแนวโน้มนั้นเป็นเพียงกลยุทธ์เดียวที่ต้องเจอกับการลดลงของเงินทุน แต่ในความเป็นจริงถ้าเราลองดูข้อมูลของดัชนีและกองทุนที่ใช้กลยุทธ์อื่นๆ ก็เกิดการย่อตัวลงด้วยเช่นกัน ดังนั้นประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่าความสามารถในการยอมรับการขาดทุนและการบริหารการจัดการเมื่อเกิดการขาดทุนขึ้นนั้นเป็นอย่างไรมากกว่า
การเทรดในสไตล์อื่นๆก็มีช่วงลดลงของเงินทุนด้วยเช่นกัน เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งสำคัญคือระยะเวลาในการฟื้นตัวจากการขาดทุนจนกลับไปสร้างกำไรได้ใหม่อีกครั้ง โดยไม่เกี่ยวว่าใช้กลยุทธ์แบบไหน
คุณทอม บาสโซ่ (Tom Basso) กล่าวว่า ยังไม่เคยมีเทรดเดอร์คนไหนพูดกับผมเป็นการส่วนตัวว่า เขาชอบที่ซื้อหุ้นในขณะที่กลยุทธ์ของเขากำลังเผชิญกับการลดลงของเงินทุน โดยเฉพาะเทรดเดอร์ใช้ระบบเทรด แต่สำหรับเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จอาจเป็นจังหวะที่สมเหตุสมผลที่สุดที่จะเข้าไปเก็งกำไร มนุษย์มักอนุมานหุ้นที่ให้ผลตอบแทนติดลบมาแล้วสามเดือนว่า ‘มันจะอยู่ตรงนี้ไปอีกนานแค่ไหนหรือมันจะติดลบเพิ่มเป็น 50% ไปเลยหรือมันจะเจ๊งไปเลย’ แทนที่จะเห็นว่านี่คืออัตราต่อรองที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับความเสี่ยงพวกเขากลับมองในแง่ลบ
คุณ ริชาร์ด เดนนิส (Richard Dennis) ได้กล่าวเกี่ยวกับ ปัญหาของเทรดเดอร์ Trend Follow ที่มีการตั้งเป้าหมายการทำกำไร ไว้ว่า ‘ถ้าคุณถือสถานะแล้ว ไม่ว่าคุณจะเข้าสู่ด้วยเหตุผลใดก็ตามคุณต้องรักษามันไว้จนกว่าเหตุผลนั้นจะไม่อยู่อีกต่อไป อย่ารีบปิดสถานะเพียงพอพอใจที่จะปิดทำกำไร’ เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกว่าแนวโน้มจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่เรารู้อยู่แล้วว่ามันอาจจะสูงขึ้นได้อีกมาก ดังนั้น จงอย่าถอย
คนส่วนใหญ่จะหมดความอดทนและไม่มั่นใจเมื่อตลาดอยู่ในช่วงที่บีบอัดกำลังจะเกิดอะไรบางอย่าง คนในตลาดส่วนใหญ่มีความรู้แต่ขาดความสามารถในการทนนั่งเฉยๆ การเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้ใช้แค้ความกล้าหาญเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความอดทนอันชาญฉลาดที่นั่งเฉยให้เป็นด้วย
เทรดเดอร์ที่ไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับการขาดทุนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เขาจะรู้สึกถูกว่าเขาต้องเสียเงิน แทนที่จะทำความเข้าใจกับสภาวะอารมณ์ของตัวเองที่เกิดขึ้น พวกเขากลับวิ่งหาเงินง่ายเงินด่วนและจองศักดิ์สิทธิ์เพื่อหลีกเลี่ยงการขบคิดเกี่ยวกับการเทรดที่ผ่านมา ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับแมวที่วิ่งได้ระงับหางมันเอง แล้วก็วงเป็นวงกลมแบบนั้น
ยอมรับการขาดทุนเล็กน้อยและกลับไปตั้งหลักใหม่คือหัวใจสำคัญของการเทรดแนวโน้ม
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่คลุมเครือยิ่งความมั่นใจน้อยลงเท่าไหร่ประสบการณ์ที่น่าผิดหวังและเสียขวัญก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดและตัวเราเองมากขึ้นเท่าไหร่ ความมั่นใจก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นยิ่งเรามีความมั่นใจมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพในฐานะเทรดเดอร์มากขึ้นเท่านั้น
การตระหนักรู้ในตนเองหมายถึงการเข้าใจว่าตัวเราต้องการผลลัพธ์อย่างไรจากการดำเนินชีวิต
เทรดเดอร์ Trend Follow ที่ประสบความสำเร็จนั้นมีความสามารถในการชะลอความพึงพอใจ ยับยั้งความหลง ความหุนหันพันเล่น และสลัดทิ้งความพ่ายแพ้ อารมณ์ลมเชิงลบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากตลาด เทรดเดอร์ที่ดีอาศัยความฉลาดระดับกลางๆก็เพียงพอแล้ว เพราะสิ่งที่สำคัญคือความฉลาดคือการควบคุมอารมณ์
ถ้าเราเทรดบนกระบวนการที่ดี หากผลลัพธ์ออกมาดีเราก็อาจสรุปได้ว่านั่นคือผลลัพธ์ที่เราควรได้รับ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีกระบวนการที่ดี แต่ผลลัพธ์ออกมาแย่ เราก็ควรปลอบใจตัวเองว่าความล้มเหลวครั้งนั้นมันเป็นแค่หนึ่งในผลลัพธ์ที่ผิดพลาด แต่เรายังทำตามกระบวนการได้สำเร็จเป็นอย่างดี - ถ้าเรายังวางเดิมพันที่ดีต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปกฎของค่าเฉลี่ยจะเข้าข้างเรา
ชายขอบของโค้งระฆังหมายถึงโอกาส (Bell Curve หรือพวก 3SD ของขอบระฆังเปรียบเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในตลาดซึ่งเป็นโอกาสของเทรดเดอร์)
มีการกระจายแบบสุ่มระหว่างชัยชนะและความพ่ายแพ้ เราอาจจะรู้ได้ว่าในการเทรด 20 ครั้งถัดไปจะมี 12 ครั้งที่ชนะ อีก 8 ครั้งที่แพ้ แต่เราไม่รู้ลำดับของการชนะและแพ้หรือจำนวนเงินที่ตลาดจะมอบให้จากการเทรด ทำให้การเทรดเป็นเกมแห่งความน่าจะเป็น และถ้าเราเชื่อเราจริงๆว่า การเทรดมันคือเกมแห่งความน่าจะเป็นความคิดจำพวก ถูก-ผิด ชนะ-แพ้ จะไม่มีความสำคัญเท่าเดิมอีกต่อไป
สองนักรบที่ทรงพลังที่สุดคือความอดทนและเวลา
อย่าพยายาม Curve Fitting ข้อมูลในอดีต หากว่าโมเดลนั้นให้ผลเป็นการขาดทุนแต่อยู่ในขอบเขตของสถิติ เราไม่ควรตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เพียงเพราะเรากำลังเจอกับช่วงที่ประสิทธิภาพต่ำ
สุดท้าย หน้าที่ของการเป็น Trend Follow ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะลดความผันผวนอย่างไร เพราะเราไม่สามารถควบคุมตลาดได้อยู่แล้ว แต่เป็นการหาวิธีบริหารจัดการด้วยการกำหนด ขนาดของการลงทุนที่เหมาะสมหรือเป็นการบริหารหน้าตัก เพราะผลงานการเทรดของเทรดเดอร์ Trend Follow ที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ตั้งชั้นเป็นเส้นตรง ดังนั้น จงวางใจว่าการเพิ่มขึ้นและลดลงตามธรรมชาติของเงินทุนนั้นเป็นหนทางสู่การสร้างผลตอบแทนมหาศาล
Source : หนังสือ Trend Following : เทรดตามเทรนด์ เขียนโดย Michael Covel