
BOOK SUMMARY
ความเสี่ยงที่แท้จริงในชีวิต คือการปฏิเสธที่จะยอมรับความเสี่ยง
เทรดคือเกมของความน่าจะเป็น ไม่ใช่ถูกหรือผิด
“สองนักรบที่ทรงพลังที่สุดคือความอดทนและเวลา”
คนที่สำเร็จเข้าใจความเสี่ยงและตีความมันได้อย่างเหมาะสมซึ่งการเข้าใจความเสี่ยงนี้ทำให้เราสร้างประสิทธิผลได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับการแปลความหมายว่ามันคือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะพวกเขาพอใจและคิดว่าควรใช้ประโยชน์จากความเสี่ยง แทนที่จะมองว่า มันคือหลุมพรางที่ต้องหลบเลี่ยง
สำหรับ Equity Curve จุดที่ดีที่สุดบนเส้นโค้งนี้คือจุดที่เราสามารถจัดการกับอารมณ์ที่เกิดจากการลดลงของเงินทุนเพื่อจำเป็นให้ได้ผลตอบแทนที่สูงสุดได้ อารมณ์เหมือนกับว่าเราทนความร้อนได้นานแค่ไหนการบริหารหน้าตักคืออุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิทำให้การเทรดของเรายังคงอยู่ในโซนที่สบาย
ไม่มีใครปฏิเสธความจริงหรือสามารถหลบหลีกความล้มเหลวได้เพราะความล้มเหลวจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปจงเอาชนะใจตัวเองและยอมรับให้ได้ว่าชีวิตคือเกมแห่งโอกาสที่ยิ่งใหญ่การประเมินความได้เปรียบในเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงนั้นเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของเทรดเดอร์
การรับมือเมื่อต้องเผชิญกับความเสี่ยงให้เริ่มต้นจากการยอมรับว่า ตลาดย่อมไม่มีรางวัลให้กับคนที่โง่เขลาหรือเพิกเฉยในระยะยาว ตลาดให้รางวัลแก่มันสมองความกล้าความมุ่งมั่นเพื่อหาคนที่ยังคงมุมานะอยู่แม้ว่าคนอื่นๆจะยอมแพ้ไปแล้ว
จากการศึกษาประสิทธิภาพของการเทรดแนวโน้มผู้เขียนได้พบว่า การขาดทุนจะถูกกลบด้วยกำไรแต่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่า ตลาดจะเกิดแนวโน้มครั้งใหญ่ที่สร้างกำไรมาชดเชยการขาดทุนก่อนหน้าในตอนไหน
มีการกระจายแบบสุ่มระหว่างชัยชนะและความพ่ายแพ้ เราอาจจะรู้ได้ว่าในการเทรด 20 ครั้งถัดไปจะมี 12 ครั้งที่ชนะอีกแปดครั้งที่แพ้แต่เราไม่รู้ลำดับของการชนะและแพ้หรือจำนวนเงินที่ตลาดจะมอบให้จากการเทรดครั้งที่ชนะ ความจริงตรงนี้ทำให้การเทรดเป็นเกมแห่งความน่าจะเป็นหรือเป็นเกมแห่งตัวเลขคณิตศาสตร์ และถ้าเราเชื่อเราจริงๆว่า การเทรดมันคือเกมแห่งความน่าจะเป็นความคิดจำพวก ถูกและผิด ชนะหรือแพ้ จะไม่มีความสำคัญเท่าเดิมอีกต่อไปมันจะส่งผลให้ความคาดหวังในการทำกำไรของเรานั้นสอดคล้องกับสิ่งที่เรียกว่า "ความน่าจะเป็น"
การ Backtest กับการ Curve Fitting ข้อมูลในอดีต
การใช้เทคโนโลยีอาจทำให้ระบบเทรดปรับค่าที่เหมาะกับข้อมูลในอดีตมากเกินความจำเป็น การทำแบบนั้นสุดท้ายแล้วเราจะได้ผลลัพธ์ที่ดูดีบนกระดาษเพียงอย่างเดียว หากนำมาเปรียบเทียบกับเรื่องของแนวโน้มจริงอยู่ที่ตลาดย่อมเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม แต่ในแง่หนึ่งผลลัพธ์ในอดีตก็ไม่จำเป็นต้องเกิดซ้ำสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
มันไม่สำคัญว่าครั้งนี้คุณได้ผลลัพธ์อย่างไร เพราะการนำเครื่องบินลงจอดเป็นไปตามค่าเฉลี่ยเสมอ จำไว้ว่าระบบเทรดที่แข็งแกร่งไม่ใช่ระบบเทรดที่ยึดตามการปรับให้เหมาะสมกับข้อมูลในอดีตที่สามารถซื้อขายได้ทุกตลาด ทุกเวลา ทุกสภาวะตลาด
เดวิด ดรู๊ซ เห็นด้วยการเทรดของเก่งกำไรระยะสั้นที่เข้าไปเพื่อหวังทำเงินได้อย่างรวดเร็ว เพราะเขามองว่าการเก็งกำไรเพื่อส่วนต่างเล็กๆน้อยๆเป็นเพียงเสียงรบกวนและเทรดที่เน้นการเทรดระยะสั้นมาพลาดการเคลื่อนไหวที่เป็นแนวโน้มระยะยาวเสมอ และเมื่อเราซื้อขายด้วยความถี่ที่สูงขึ้น กำไรที่เราได้รับต่อการเทรดหนึ่งครั้งก็จะลดลง ซึ่งมันไม่ใช่กลยุทธ์ที่ได้เปรียบเอาเสียเลย เทรดได้แหละคนมีความเชื่อว่าการซื้อขายระยะสั้นมีความเสี่ยงน้อยกว่าแต่การเทรดระยะสั้นตามคำนิยามไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงที่ลดลง
สำหรับการเทรดตามแนวโน้มเราต้องอดทนรอคอยให้สถานการณ์มาถึงและหน้าที่ของเราคือเชื่อมั่นระบบเทรดของเราอย่างสนิทใจ นี่เป็นเกมของตัวเลขระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง แต่คนส่วนใหญ่ทึกทักเองว่า มันต้องเป็นอย่างอื่นสุดท้ายก็ต้องมาเผชิญกับการมุ่งความสนใจไปผิดจุด
ทุกคนคงเคยเห็นโฆษณาบนอินเตอร์เน็ตที่เสนอระบบที่มีความแม่นยำ 90% ผมพนันได้เลยว่า ¾ ของระบบเหล่านี้อิงตามข้อมูลในอดีตไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต
หากมีการเทรดทั้งหมด 100 ครั้งในหนึ่งปีการชนะต่อครั้งได้กำไรสุทธิ 100$ ถ้าเราชนะ 90 ไม้ แสดงว่าเราได้ กำไรสุทธิ 9000$ แต่การขาดทุน 10 ครั้งถ้าเราเสียหายครั้งละ 1000$ มันจะทำให้โดยรวมแล้วเราผลการขาดทุนทั้งหมด 1000$ สำหรับทั้งปีนี้ และนี่คือสิ่งที่เรามักจะเรียกว่าระบบเทรดที่แม่นยำ
สำหรับระบบเทรดเขา ลองเปลี่ยนข้อมูลบางอย่างที่อยู่รอบขอบเขตคงใช้งานได้ หมายความว่าระบบนี้จะอยู่ในความสนใจของเขาและมีโอกาสที่เขาจะใช้มันในอนาคต เพราะโดยธรรมชาติสุดท้ายแล้วข้อมูลต่างๆก็ต้องเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา
กุญแจสู่ความสำเร็จสำหรับระบบเทรด คือสิ่งที่ผมเรียกว่าชุดสูทสั่งตัดหลวมๆ ผมไม่ชอบสูทที่คับและพอดีตัวจนเกินไป เพราะถ้าหากน้ำหนักขึ้นซัก 2 ปอนด์ มันจะไม่พอดีกับข้อมูลใหม่อีกต่อไป
หากว่าโมเดลนั้นให้ผลเป็นการขาดทุนแต่อยู่ในขอบเขตของสถิติ เราไม่ควรตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เพียงเพราะเรากำลังเจอกับประสิทธิภาพที่ต่ำ
ยกตัวอย่าง
ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนปี 1978 เขาซื้อขายเงินอยู่ที่ 5 เหรียญเขาคาดการณ์ถูกได้เงินขยับขึ้นไปถึง 15 เหรียญ ในเดือนกันยายนปี 1979 ทำให้สถานะนี้มีกำไรเป็นกอบเป็นกำและตัวเขาเองกับเพื่อนก็ไม่เคยทำกำไรมหาศาลได้มากขนาดนี้มาก่อน เริ่มตั้งคำถามว่ามันจะขึ้นไปถึงไหน? ตรงนี้คือเวลาขายทำกำไรแล้วหรือยัง? ซึ่งตัวเขาเองก็ได้เรียนรู้ว่าการรับมือกับกำไรจำนวนมหาศาลนั้นยากกว่าการรับมือผลขาดทุนขนาดใหญ่ เขาได้ไปถามคนอื่นแล้วพบว่าราคา 15 เหรียญนั้นแพงมากแล้วเมื่ออ้างอิงจากมูลค่าพื้นฐานในอดีต จึงทำให้เขาและเพื่อนตัดสินใจออกไป แต่ภายใน 30 วันหลังจากที่เขาออกไปนั้นได้เงินขึ้นไปแตะที่ 50 เหรียญ เขาได้คุยกับเพื่อนว่าหลังจากที่เราถือกันมานานเกือบ 2 ปี ถ้าเรายังถือสถานะของเราอยู่ต่อไปอีก 30 วันเราคงได้กำไรมหาศาล ทำให้เราทั้งคู่สาบานกันว่าจะไม่คำนวณตัวเลขวางทิ้งไว้บนโต๊ะอีก
ในเวลาที่แร่เงินเริ่มสูงขึ้น เขาพยายามค้นหาว่าราคาจะขึ้นไปสูงแค่ไหน แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คาดเดาให้ถูกต้อง สุดท้ายแล้วการตั้งเป้าหมายกำไรวางไว้ทำให้ในหลายๆครั้งเราพลาดกำไรไปเยอะกว่าที่ควรจะได้
สองนักรบที่ทรงพลังที่สุดคือความอดทนและเวลา
Source : หนังสือ Trend Following : เทรดตามเทรนด์ เขียนโดย Michael Covel