
CLIP SUMMARY
การเทรดคือเกม “แห่งความอึด”
“ตลาดไม่เคยสูงเกินไปที่จะซื้อ และไม่เคยต่ำเกินไปที่จะขาย”
“ตลาดไม่เคยสูงเกินไปที่จะซื้อ และไม่เคยต่ำเกินไปที่จะขาย”
เป็นเวทีที่ต้องแข่งขันกับเงินก้อนใหญ่ ทำให้คนในตลาดส่วนใหญ่ไม่สามารถชนะพร้อมกันได้ พิธีกรพูดถึงสิ่งที่เขาจดไว้จากหนังสือของคุณลินดาที่ว่า ‘เทรดในทิศทางของความผิดปกติ’ คุณลินดาพูดแนวคิดนี้ในหนังสือหลายครั้งว่า ‘ตลาดไม่เคยสูงเกินไปที่จะซื้อ และไม่เคยต่ำเกินไปที่จะขาย’
เธอยกตัวอย่างที่ต่างออกไปเป็นสมัยตอนที่ทำงานร่วมกับคุณ Steve Moore ตั้งแต่ช่วงต้นยุค 90s ที่เธอได้เรื่องฤดูกาล (seasonals) และสถิติที่อยู่เบื้องหลังเยอะมาก สมมติว่าเราดู seasonal data ย้อนหลัง 18 ปีนั้นอาจพบว่า ตลาดมีโอกาสขึ้นในเดือนนี้ จาก 15 ใน 18 ปีหลังสุด แม้มันดูเหมือนเปอร์เซ็นต์ชนะสูงถึง 85% แต่ด้วยจำนวนตัวอย่างแค่ 18 มันอาจเหลือแค่ 60% ถ้าเรานำไปทดสอบในอนาคต (forward-test)
สิ่งที่คุณ Steve สอนเธอคือ ฤดูกาลที่ล้มเหลว (failed seasonal) ที่ถ้าเจอแล้วเราต้องยอมรับมันให้ได้ โดยที่อย่าดื้อด้านกับมัน เราต้องมีจุดที่บอกตัวเองได้ว่า ‘ระบบนี้ไม่เวิร์กแล้ว’ หรือ Seasonal นี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป แต่ถ้าหลังที่เกิด Failed Seasonal หากเราสามารถจับจังหวะได้อาจกลายเป็นจุดกลับตัวที่ได้กำไรมากกว่าเดิมซะอีก
ในหนังสือของคุณลินดามีคำพูดที่ว่า ‘มันยากที่จะมีความมั่นใจในระบบ หากคุณไม่ได้เป็นคนพัฒนามันด้วยตัวเอง’เธอขยายความว่า แต่ละคนมีบุคลิกที่ต่างกัน บางคนประสาทเสียง่ายต้องการความมั่นใจมาก บางคนรับความเสี่ยงได้สูง รับความเสี่ยงได้มากแบบไร้เหตุผล แต่มันอาจไม่ใช่เรื่องดีด้วยซ้ำ บางคนเป็นคนที่ชอบเสี่ยงก่อน ค่อยคิดทีหลัง เห็นโอกาสแล้วต้องรีบเข้าแล้วค่อยประเมินตอนหลัง
โดยทั่วไปแล้วเธอจะเข้าเต็ม ออกเต็ม จะไม่แบ่งปิดบางส่วน เพราะการ Scale Out (การทยอยปิดทำกำไรออกเป็นส่วน ๆ) เปลี่ยนสถิติของระบบ ส่วนใหญ่แค่ตอบสนองจิตวิทยา ในหัวเราเท่านั้น เธอบอกว่าถ้าคุณอยาก Scale Out ก็ทำได้ แต่รู้ไว้ว่านั่นคือ เพื่อความรู้สึก ไม่ใช่เพราะมันให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
เราต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมล่วงหน้ารู้ว่าจาก 120 เทรด เราอาจทำได้แค่ 60–70% ของโอกาสทั้งหมด ถ้าระบบบอกว่า เราควรได้ผลตอบแทน X แต่เราทำได้ 80% ของ X ก็ถือว่าเก่งแล้ว เพราะโดยธรรมชาติ คนส่วนใหญ่จะทำผลลัพธ์แย่กว่าระบบ
สิ่งที่คุณลินดาอยากจะแนะนำก็คือ สำหรับใครก็ตามที่อยากยกระดับตัวเองและอยู่ในวงการนี้ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป แต่น้อยกว่า 10 ปี ให้ลองจินตนาการว่าเรากำลังจะบริหารเงินของคนอื่นดู และทำให้เหมือนกับเป็นผู้บริหารกองทุน เราต้องเตรียมเอกสารชุดหนึ่ง ซึ่งในนั้นจะระบุว่า เราเทรดตลาดอะไร สไตล์การเทรดของเราเป็นแบบไหน สถิติต่างๆ เช่น ระยะเวลาถือออเดอร์เฉลี่ย, Drawdown เฉลี่ย และ Metric อื่น ๆ
จากนั้นลองเทรดตามสิ่งนั้นเลย เหมือนกับว่าคุณเป็นลูกค้าที่ดีที่สุดของตัวเอง และเทรดด้วยวิธีคิดแบบว่า ‘1 หน่วง” เช่น อาจจะ 10 สัญญาใน Corn และ 2 สัญญาใน Nasdaq ปรับทุกอย่างโดยอิงจากความเสี่ยงในหน่วยเงิน เพื่อให้เสี่ยงเท่า ๆ กัน แต่จะออกสัญญาเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับขนาดของพอร์ต
จากนั้นตั้งเป้าหมายว่าจะรันระบบนี้ให้ครบ 6 เดือน เพื่อดูตัวเลขผลลัพธ์ ถ้าเราลองฝึกแบบนี้ โดยเก็บสถิติเหล่านั้นจริงจัง และถ้าอยากกดดันตัวเองให้มากขึ้นอีก ลองเอา Statement ของเราให้เพื่อน คู่สมรส หรือใครก็ได้ดูทุกวัน เราจะได้มีความรับผิดชอบต่อใครสักคนจริงๆ เพราะความไม่มี Accountability (ไม่มีใครคอยดู) คือจุดที่ทำให้หลายคนติดหล่ม ถ้ามีใครสักคนคอยดูผลการเทรดของเรา เราอาจจะตัดขาดจากพอร์ตขาดทุนได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเพื่อไม่ให้ลากออเดอร์แย่ๆ ไปวันต่อไป
Source : Linda Raschke on Having an Edge in Trading and the Importance of Data