
BOOK SUMMARY
แนวคิดจากหนังสือ CHARLIE MUNGER ชาร์ลี มังเกอร์ : ชายผู้ไม่เคยยอมอ่อนข้อให้กับความผิดพลาดในการลงทุน
7 แนวโน้มทางจิตวิทยาที่ทำให้เราตัดสินใจพลาด
ความอิจฉา ทำตามกระแส ปฏิเสธความจริง และความเครียด
มนุษย์มีหลักการง่ายๆ ที่จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรียกว่าวิธีคิดทางลัด หรือหลักการตัดสินใจแบบคร่าวๆหลักการเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้คนเราตัดสินใจเรื่องต่างๆได้ในชีวิตประจำวัน โดยทำให้เราสามารถจัดการกับข้อมูลที่มีมากเกินไปหรือการต้องคิดคำนวณมากเกินจะรับไหวได้ รวมทั้งช่วยให้เรารับมือกับความเสี่ยง ความไม่แน่นอน หรือความไม่รู้ต่างๆ
อย่างไรก็ตามบางครั้งหลักการตัดสินใจแบบคร่าวๆ ก็ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะทำผิดพลาด การที่ผู้คนมีแนวโน้มจะทำอะไรบางอย่าง ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องทำแบบนั้นเสมอไป ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามพ้นแนวโน้มนั้นๆ และไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีแนวโน้มเหมือนๆกัน แต่หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องระมัดระวังที่จะไม่ทำเรื่องผิดพลาดเหล่านั้น หลักการตัดสินใจแบบคร่าวๆมักจะทำให้เราผิดพลาดแบบโง่ๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะในกิจกรรมที่มนุษย์เราไม่ได้ทำเป็นกิจวัตร เช่น การลงทุน
แม้ว่าหลักการตัดสินใจแบบคร่าวๆ จะมีประโยชน์ในหลายๆกรณีรวมถึงช่วยประหยัดทั้งแรงสมองและแรงกาย แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้คนเราสร้างความผิดพลาดแบบเป็นระบบได้อย่างน่ากลัว ในความเป็นจริงคนเรามักจะโกหกตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงความจริง
การลงทุนเป็นเกมที่โดยรวมๆแล้วจะต้องเสียผลประโยชน์เนื่องจากค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และต้นทุนต่างๆในตลาด ถ้าคุณกำลังซื้ออะไรสักอย่างก็แปลว่าต้องมีคนกำลังขายและต้องมีสักฝ่ายที่กำลังผิดพลาด คำกล่าวหนึ่งที่เป็นจริงมากๆเกี่ยวกับการลงทุนก็คือ ถ้าคุณหาความผิดพลาดเจอแสดงว่าจะต้องมีใครสักคนที่ทำพลาด
จิตวิทยาแห่งการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์
1. แนวโน้มที่จะอิจฉาริษยา (Envy/Jealousy Tendency)
อันตรายอันเกิดจากความอิจฉานั้นเป็นหัวข้อที่มังเกอร์พูดถึงอยู่บ่อยๆ มังเกอร์เชื่อว่าความอิจฉาเป็นความรู้สึกที่ทรงพลัง เขาเชื่อว่าอารมณ์พื้นฐานนี้จะถูกกระตุ้นขึ้นมาเมื่อเราเห็นคนอื่นมีบางอย่างที่เราไม่มี ซึ่งมักจะนำไปสู่ความคิดและการกระทำที่ผิดพลาด ปัญหาสำคัญที่เกิดจากความอิจฉา คือ คนเรามักจะยอมเสี่ยงมากขึ้นเมื่อรู้สึกอิจฉาความสำเร็จของคนอื่น การเล่นหุ้นไม่ได้ทำให้คุณสามารถซื้อรถสปอร์ตได้ในสัปดาห์หน้า เพียงเพราะเพื่อนของคุณเพิ่งซื้อมาคันหนึ่งและคุณรู้สึกอิจฉา แต่นักการตลาดมักจะชี้ไปที่ทรัพย์สมบัติของผู้อื่นเพื่อที่จะพยายามจูงใจให้คุณทำตามความต้องการของเขา วิธีที่ดีที่สุดสำหรับคุณก็คือแค่พูดว่า “ไม่”
2. แนวโน้มที่จะถูกชักจูงโดยสิ่งที่เชื่อมโยงกัน (Influence-from-mere-Association Tendency)
มนุษย์เราถูกสร้างมาให้มองหาแบบแผนต่างๆเรามองหาแบบแผนเพื่อจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจ เช่น การที่นักแสดงชื่อดังคนหนึ่งเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับโฆษณาของบริษัทการลงทุนแห่งหนึ่ง นักแสดงคนนั้นไม่น่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับการลงทุนด้วยซ้ำ แต่ผู้คนมักจะตอบสนองในแง่บวกเพียงเพราะเชื่อมโยงนักแสดงคนนี้เกี่ยวกับสิ่งดีๆ เช่น ความสามารถในการแสดง คนเรามักถูกชักจูงแบบผิดๆได้อย่างง่ายดายโดยสิ่งเชื่อมโยงกัน ซึ่งสามารถนำไปสู่ความผิดพลาดในการลงทุนได้
3. แนวโน้มที่จะทำตามกระแสสังคม (Social proof tendency)
มนุษย์เรามีแนวโน้มโดยธรรมชาติที่จะทำตามคนอื่นๆ เพราะคนเราไม่ได้มีเวลาเหลือเฟือหรือมีข้อมูลครบถ้วน ดังนั้นเราจึงมักจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมของคนอื่นๆ คนส่วนใหญ่มักจะทำตามนักลงทุนที่มีชื่อเสียงแม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงในด้านความสามารถในการลงทุนเลยก็ตามเราจึงควรฝึกที่จะไม่ให้ความสนใจกับคนหมู่มากและรู้จักคิดด้วยตัวเอง การคิดด้วยตัวเองนั้นจะสร้างโอกาสในการทำกำไรจากคนที่ทำตามคนหมู่มาก ถ้าคุณเห็นโอกาสที่จะทำกำไร คุณก็ควรจะทำอะไรตรงข้ามกับคนหมู่มากเสียบ้าง อย่างไรก็ตาม การทำตัวสวนกระแสอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ คุณต้องคิดมาถูกต้องพอสมควรด้วย
4. การที่จิตใจปฏิเสธที่จะรับรู้เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด (Simple,Pain-Avoiding Psychological denial)
คนเราควรยอมรับความจริงแม้ว่าจะไม่ถูกใจก็ตาม
การไม่สามารถจัดการกับจิตใจที่ปฏิเสธการรับรู้เป็นหนทางนำไปสู่การล้มละลายได้ทุกเมื่อ
คนเราเกลียดข่าวร้ายหรืออะไรก็ตามที่ขัดกับความเห็นหรือข้อสรุปที่เรามีอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ เมื่ออะไรบางอย่างมีโอกาสจะสร้างความเจ็บปวดให้เรา สมองของเราก็จะพยายามปฏิเสธความจริงนั้น แดเนียล คาร์เนแมน นักจิตวิทยาเจ้าของรางวัลโนเบลเชื่อว่า ผู้คนไม่ยอมลงทุนลงแรงแม้แต่น้อยเพื่อหาว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดไป
เมื่อเราพบกับข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ขัดกับความเชื่อที่มีอยู่ สมองของเรามีแนวโน้มจะรู้สึกไม่สบายใจเพราะมันท้าทายสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นความจริง มนุษย์มักเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับข้อมูลที่อาจทำให้เราต้องตั้งคำถามถึงความถูกต้องของความคิด ความเชื่อ หรือการตัดสินใจที่เคยทำไปแล้ว เนื่องจากการยอมรับข้อผิดพลาดนั้นอาจนำไปสู่ความเจ็บปวดทางจิตใจ เช่น ความรู้สึกว่าตัวเองไม่สมบูรณ์แบบ การสูญเสียความมั่นใจ หรือความผิดหวังในตนเอง
5. แนวโน้มที่จะถูกควบคุมโดยความตึงเครียด (Stress influence tendency)
ความเครียดในระดับหนึ่งสามารถช่วยให้คนเราทำอะไรได้ดีขึ้น แต่ความเครียดที่มากเกินไปมักจะนำไปสู่การตัดสินใจแย่ๆ ดังนั้นจงอย่าตัดสินใจขณะกำลังรู้สึกเครียด ความเครียดเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายหรือกดดัน ในระดับหนึ่ง ความเครียดมีประโยชน์และเป็นแรงกระตุ้นให้เราทำงานหรือจัดการกับปัญหาได้ดีขึ้น ความเครียดในระดับที่พอเหมาะจะช่วยเพิ่มสมาธิ ความตั้งใจ และทำให้เรามีแรงผลักดันในการบรรลุเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น การมีความเครียดเล็กน้อยก่อนการนำเสนองานสำคัญ อาจช่วยให้เรารู้สึกตื่นตัวและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม หากความเครียดมีมากเกินไปหรือยาวนานจนเราควบคุมไม่ได้ ความเครียดนั้นจะส่งผลเสียต่อการทำงานของสมอง ทำให้เรารู้สึกกังวล ขาดสติ และอาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด การตัดสินใจขณะที่กำลังเครียดอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ดี เนื่องจากในภาวะนั้น เราอาจจะมองไม่เห็นทางเลือกทั้งหมด หรือไม่สามารถประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบได้ การรีบร้อนตัดสินใจขณะที่สมองและจิตใจไม่พร้อมจึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
ดังนั้น ในขณะที่รู้สึกเครียดหรือกดดัน การให้เวลากับตนเองในการสงบสติอารมณ์ก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเราใจเย็นลง เราจะสามารถมองเห็นสถานการณ์ในมุมมองที่ชัดเจนขึ้น ทำให้การตัดสินใจนั้นมีความแม่นยำและเป็นผลดีกับเราในระยะยาว
6. แนวโน้มที่จะเสียไปถ้าไม่ได้ใช้ (Use it or lose it tendency)
ทุกๆทักษะจะแย่ลงถ้าไม่ได้ใช้ ผมเคยเชี่ยวชาญแคลคูลัสเป็นพิเศษจนกระทั่งอายุ 20 หลังจากนั้นมันก็สูญหายไปเพราะไม่ได้ใช้เลย
ทักษะต่างๆจะถดถอยลงถ้าไม่ได้ฝึกซ้อมบ่อยๆ การลงทุนก็เช่นเดียวกัน มันไม่ใช่สิ่งที่คุณควรจะทำนานๆครั้ง การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น คุณต้องทุ่มเททางด้านเวลาและความพยายามเป็นประจำ แม้ว่าคุณจะรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้มากมายเกี่ยวกับการลงทุน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝีมือหรือทักษะของคุณจะยังทันสมัยและใช้ได้อยู่ การจะรักษาทักษะและความสามารถให้คงอยู่นั้นจำเป็นต้องอาศัยความขยันและการใช้งานอย่างต่อเนื่อง
7. แนวโน้มที่จะทำตามแนวโน้มหลายๆอย่างพร้อมกัน (Lollapalooza tendency)
แนวโน้มนี้คือการที่แนวโน้มทางจิตวิทยาต่างๆมารวมกันแล้วสร้างผลกระทบที่รุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ มังเกอร์เชื่อว่าแนวโน้มและปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เราพูดที่นี้สามารถมีปฏิกิริยาต่อกันและเสริมแรงกัน ซึ่งมังเกอร์เขาเปรียบเทียบว่าคล้ายกับระเบิดปรมาณู เหตุผลที่เราไม่สามารถคาดเดาผลกระทบได้ เป็นเพราะกระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องมีปัจจัยมารวมกันมากระดับหนึ่งจนพอที่จะถึงจุดระเบิดเช่นเดียวกับระเบิดปรมาณูหรืออาจจะไม่ปรากฏผลอะไรเลยก็ได้
แนวโน้มเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิทยาการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทุกคนที่จะเข้ามาเป็นเทรดเดอร์ต้องประสบพบเจอ เราจะต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ และพัฒนาตัวเอง เพื่อที่จะรับมือกับมันยังไงให้ได้ ?
แนวโน้มที่จะตัดสินใจแบบมีอคติเกิดจากการที่โดยธรรมชาติแล้วสมองมนุษย์ไม่ได้คิดอะไรเป็นเหตุเป็นผลแบบคณิตศาสตร์ แต่ต้องมารับมือกับความน่าจะเป็นต่างๆ โดยใช้หลักการตัดสินใจแบบคร่าวๆ จากประสบการณ์ ซึ่งมักจะหลงผิด
Source : หนังสือ CHARLIE MUNGER ชาร์ลี มังเกอร์ : ชายผู้ไม่เคยยอมอ่อนข้อให้กับความผิดพลาดในการลงทุน