← บทความทั้งหมด
สรุป 35 ข้อคิดจากหนังสือ Best Loser Wins

BOOK SUMMARY

สรุป 35 ข้อคิดจากหนังสือ Best Loser Wins

บทเรียนหลักล้านจากโคตรเดย์เทรด

บทเรียนหลักล้านจากโคตรเดย์เทรด

1.

‘ความรู้สึกที่เรามีต่อความล้มเหลวนั้นส่งผลต่อเส้นทางในชีวิตและการเติบโตของเราอย่างมาก’ สิ่งที่คน 1% แตกต่างจากคนอีก 99% คือการเป็นผู้แพ้ที่ยอดเยี่ยมในการเทรด เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จสามารถปรับสภาพจิตใจให้แพ้ได้โดยที่ไม่มีความกังวล ไม่รู้สึกขุ่นเคืองทางจิตใจ ไม่ยึดติดและต้องการที่จะเอาคืน เพราะสุดท้ายแล้วผู้แพ้ที่ดีที่สุดคือผู้ชนะซึ่งเป็น Concept ของหนังสือเล่มนี้

2.

เวลาที่เราไปเรียนกับกูรูที่สอนแบบใช้ ‘กราฟย้อนกลัง’ แล้วนำมาเทรดจริงเราจะรู้ว่า เกมมันไม่ได้ง่ายแบบที่กูรูบอกเลยสักนิด จริงอยู่ที่มีหนังสือบางเล่มที่เขียนเกี่ยวกับกลยุทธ์และเทคนิคที่ดี แต่หนังสือเทรดส่วนใหญ่ไร้ค่า เพราะผู้เขียนมัวแต่นำเสนอตัวอย่างการเทรดที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น

3.

การเทรดที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่ทำเงินได้เท่านั้น แต่ต้องรักษาเงินไว้ให้ได้ด้วย ลูกค้าส่วนใหญ่ของโบรกเกอร์แห่งหนึ่งสามารถเทรดชนะมากกว่าแพ้ แต่กำไรเฉลี่ยต่อครั้งน้อยกว่าขาดทุนเฉลี่ยต่อครั้งจนเกินไป

4.

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างเทรดเดอร์ที่ทำกำไรได้สม่ำเสมอกับเทรดเดอร์ทั่วไปมีดังนี้ :

  • ขนาดของบัญชี
  • ความถี่ในการเทรด
  • สัดส่วนของ ระยะเวลาที่ถือกำไรและระยะเวลาที่ถือขาดทุน
  • การเพิ่มขนาดในการเทรดที่กำไรและในจังหวะที่ขาดทุน
  • การเทรดโดยการมี Stop Loss
5.

การหลีกเลี่ยงสิ่งที่ตลาดกำลังบอกเรานั้นมีโอกาสที่จะทำลายการเทรดของตัวเอง หลายครั้งที่เราเทรดจากประสบการณ์ของเมื่อวาน ยึดติดกับผลลัพธ์ในอดีต อย่างถ้าเมื่อวานเราขาดทุน ในวันนี้ที่กำไรขึ้นมา Cover กับการขาดทุนนั้น เรามักจะอยากปิด เพราะการเก็บกำไรไปก่อนมันทำให้รู้สึกโล่งและสบาย แต่เราไม่ได้เทรดเพื่อให้เสมอตัว เราเทรดเพื่อทำเงิน

6.

เรียนรู้ที่จะยอมแพ้เพื่อที่จะชนะ เราควรเทรดตลาด ไม่ใช่เทรดเพื่อนำมาหล่อเลี้ยงอารมณ์และอีโก้ของตนเอง คนส่วนใหญ่ที่เลือกถือ Position เอาไว้ไม่ใช่ว่าไม่มั่นใจในการเทรด แต่พวกเขายอมรับไม่ได้ว่าตนเองผิด

7.

วิธีสังเกตว่าจิตใจของเราปกติไหมสามารถดูได้จากการตัดสินใจในการเปิด Position ถ้าจิตใจปกติเป็นกลางเราจะกล้าเปิด Position ต่างจากจิตใจที่เต็มไปด้วยความกลัวที่จะคิดเรื่องผลลัพธ์ที่มีโอกาสผิดพลาด ซึ่งเป็นสภาวะที่ความคิดขัดแย้งกันเอง (cognitive dissonance)

8.

สภาวะที่ความคิดขัดแย้งกันเองนั้นเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ 1.รู้สึกล้าจากการเทรด (ทั้งความเหนื่อยล้าทางกายและจิตใจ) เพราะความเหนื่อยล้าทำให้เรากล้าน้อยลง 2.ยังเตรียมตัวมาไม่ดีพอ

9.

ความเข้าใจว่าตลาดสามารถทำอะไรได้บ้างเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้ความกลัวครอบงำการเทรดน้อยลง

10.

นอกจากจังหวะเข้าเทรดที่เหมาะสมกับความเข้าใจพฤติกรรมราคาในอดีตเป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ ความสามารถที่จะจัดการกับการขาดทุนที่ดีก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง เพราะคนส่วนใหญ่จัดการกับความสูญเสียได้แย่มาก เพราะแบบนี้การเป็นเทรดเดอร์ที่ดีไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเทคนิคหรือการดูกราฟมากขนาดนั้น มันอยู่ที่การต่อสู้กับความเป็นมนุษย์ของตนเองต่างหาก ซึ่งการเทรดให้ประสบความสำเร็จนั้น มันขัดแย้งกับทุกอย่างที่อยู่ใน DNA ของมนุษย์

11.

วันที่ตลาด Dow Jones , DAX และ FTSE ทำ All Time High มีเทรดเดอร์กว่า 70% ที่เข้าไปเปิด Position Short จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงแพ้ เพราะเขาไม่ได้มองตลาดตามความเป็นจริง (ถ้าชุดความคิดไม่ได้ผิดตั้งแต่ต้นก็ใช้ชุดความคิดที่ผิดในการถือ Position)

12.

คนส่วนใหญ่มักจะเกิดความกลัวในช่วงเวลาที่ควรความหวัง และใช้ความหวังในช่วงเวลาที่ควรความกลัว อย่างตอนที่ได้กำไรแทนที่เราจะคิดว่ามีโอกาสที่จะได้กำไรมากขึ้น กลับคิดว่ากำไรที่มีอยู่ตอนนี้จะหายไป หน้าที่ของเราคือฝึกให้สมองมีความหวังกับกำไร ในเวลาที่เกิดความกลัวว่ากำไรนั้นจะหายไป และเราควรฝึกให้สมองรู้สึกกลัวในเวลาที่กำลังเกิดความหวังแบบผิดๆ ว่าการเทรดครั้งนั้นจะกลับมาถูก

13.

ถ้ารีบปิดสถานะที่กำไรโดยใช้ข้ออ้างว่า ‘ปิดกำไร ยังไงก็ไม่เจ๊ง’ แสดงว่า เรากำลังหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากการคืนกำไรอยู่ การรีบขายทำกำไรไปทำให้เราเจ๊งได้เหมือนกัน เพราะเราไม่มีทางได้กำไรก้อนโต ซึ่งเทรดเดอร์ส่วนใหญ่เลือกลด Sizing ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดี แต่พวกเขากลับเพิ่ม Sizing ในตอนที่กำลังขาดทุน เพราะเราต้องการความพึงพอใจแบบทันที แต่มีแนวโน้มที่จะเลื่อนสิ่งที่ทำให้ตนเองเจ็บปวดออกไปก่อน

14.

สาเหตุที่การเพิ่ม Sizing ตอนที่เรากำลังขาดทุนนั้นง่ายกว่าตอนที่กำไร เป็นเพราะว่าเมื่อเข้าไปแล้วขาดทุน ราคาลงไปต่อ มันเหมือนกับว่าเรามีความเสี่ยงน้อยลง และมีโอกาสในการทำกำไรหรือกลับไปเข้าทุนได้ง่ายขึ้นมากกว่า ต่างจากการเพิ่ม Sizing ในตอนที่กำไรที่ยากกว่า เพราะมันต้องต่อต้านธรรมชาติของมนุษย์ เรากลับสบายใจที่ได้แบ่งขายออกไปมากกว่า แต่ทำไมตอนที่ตลาดเห็นด้วยกับเรา เราถึงเลือกถือ Position น้อยลงเรื่อยๆ? → ความกลัว

15.

ปัญหาที่เราเจอไม่ได้เกิดจากความรู้ในตลาดการเงิน แต่เกิดจากวิธีคิดของเราในการเทรด

16.

ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ คุณทอมเชื่อในการจำกัดความเสี่ยงแต่ไม่เชื่อเรื่องของการกำหนดผลตอบแทนไว้ล่วงหน้า เพราะความเสี่ยงเป็นตัวแปรเดียวที่สามารถควบคุมได้ แต่เราต้องหาระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเองให้เจอ

17.

เราสามารถใช้กราฟราคาในการตัดสินใจได้ว่าจะออกตอนไหน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราควรกำหนดเกณฑ์กับตัวเองให้ชัดว่าเรายอมคืนกำไรได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้กำไรมากกว่าเดิม คุณทอมกล่าวในหนังสือว่า เขายอมสละกำไรบางส่วนเพื่อดูว่าการเทรดนี้สามารถไปได้ไกลแค่ไหน ถ้าเราไม่มีปรัชญานี้ เราก็ไม่มีทางได้เห็นกำไรที่ขนาดใหญ่

18.

เวลาที่ตลาดเริ่มเป็นเทรนด์ เรามักจะไม่กล้าเข้าตามเพราะยึดติดว่าราคาแพง คุณทอมไม่กลัวที่จะเข้าในสิ่งที่ราคาปรับตัวขึ้นมาแล้วซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าทำ และถ้าเราทำแล้วรู้สึกไม่สบายใจ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

19.

เวลาที่พลาดโอกาสเพราะไม่ทำตามแผน เรามักจะรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าตอนที่ทำตามแผนการเทรดแล้วขาดทุน

20.

ของที่ราคาเคยลดในซุปเปอร์มาร์เก็ตแต่ตอนนี้ไม่ลดแล้ว เรามักจะหาสิ่งอื่นมาทดแทน และเมื่อสินค้าบางอย่างในตลาดการเงินราคาสูงขึ้น เราก็จะรู้สึกว่าแพงและตอกย้ำด้วย indicator บางตัวที่บอกว่า ตลาดกำลังแพงมากเกินไป แต่สำหรับตลาดการเงินบ่อยครั้งมันก็สมเหตุสมผลที่เราจะซื้อสินค้าที่ราคาแพงขึ้นกว่าเมื่อวาน

21.

ถ้าเราควบคุมจิตใจได้ เราก็สามารถควบคุมอนาคตได้ เราไม่สามารถวางใจได้ตลอดเวลาเพราะจิตใจมักจะต้องการการชี้นำและทิศทางอยู่เสมอ

22.

Key ของการฝึกควบคุมจิตใจคือการทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เรากลับมาอยู่กับตัวเอง เรียนรู้ที่จะลดความไวต่อารมณ์ตามธรรมชาติของมนุษย์ การฝึกด้านเทคนิคเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่การฝึกเรื่องจิตใจเป็นเรื่องที่ต้องใช้สมาธิและความตั้งใจมากกว่า เพราะถ้าเราไม่ตั้งใจ สุดท้ายก็จะถูกเสียงของโลกภายนอกกลืนไปอยู่ดี

23.

อย่าฝืดเทรดต่อถ้าการเทรดหรือพฤติกรรมเหล่านั้นไม่ทำเงิน เพราะถ้าเราฝืนต่อ ‘มันไม่มีทางเปลี่ยนแปลง’ จนกว่าเราจะเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่เราชอบทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าและมันทำให้เราไม่สามารถทำเงินจากการเทรดนั้นมีอะไรบ้าง

24.

การเก่งแค่เทคนิคการเทรดนั้นเหมือนกับการเก่งแค่เรื่องประกอบปืนซุ่มยิง แต่มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าเราเข้าสู่สนามรบโดยที่ไม่รู้ว่าจะควบคุมตนเองอย่างไร

25.

ถ้าอยากพัฒนาให้ดูเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จแล้วตั้งคำถามว่า ‘อะไรเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งเราไว้’

26.

ถ้าเราควบคุมจิตใจได้ เราก็สามารถควบคุมอนาคตได้ เราไม่สามารถวางใจได้ตลอดเวลาเพราะจิตใจมักจะต้องการการชี้นำและทิศทางอยู่เสมอ

27.

เทรดเดอร์ทุกคนต้องเจอกับช่วงเวลาที่สะดุด แม้แต่มืออาชีพต้องเจอ แต่ความแตกต่างคือถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งเหล่านั้นจะส่งผลกระทบกับพวกเขามากน้อยแค่ไหนต่างหาก

28.

‘ผมเทรดชนะ ก็แค่ไปต่อ ผมเทรดแพ้ก็แค่ไปต่อ’ เราควรฝึกให้ความรู้สึกที่มีต่อกำไรและขาดทุนอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน เพราะเราเป็นเทรดเดอร์ที่ต้องอยู่กับความผิดพลาดประมาณ 50% จากการเทรดทั้งหมด มันจึงเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยที่เราต้องรู้สึกดีใจหรือเจ็บปวดหลายๆครั้งในหนึ่งวัน

29.

ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ไม่เร็วก็ช้า เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณทอมเสนอทางเลือกให้เรา 2 ทาง คือ 1. ศึกษากลุ่ม 90% ที่แพ้และทำตรงข้ามกับพวกเขา 2. เลือกทำในสิ่งกลุ่มคน 10% ที่ชนะเขาทำกัน

30.

ผลลัพธ์ในเทรดแต่ละครั้งมันคือการสุ่ม ซึ่งแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน อย่างการเทรดหลังจากครั้งที่แพ้ไม่ได้หมายความว่าครั้งต่อไปจะมีโอกาสชนะมากกว่าเดิม

31.

ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง เราจะไม่มีวันได้รับผลตอบแทนที่มีความสม่ำเสมอจากตลาด

32.

สาเหตุที่ทำให้คุณทอมไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ ในช่วงแรก คือเขาไม่เคยใช้เวลาไปกับการพัฒนาเรื่องวุฒิภาวะทางอารมณ์เลย ซึ่งความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคไม่ได้เข้าไปเสริมในเรื่องนี้

33.

คุณทอมกล่าวว่า สำหรับการเทรด ถ้าเขารู้สึกสบายใจแสดงว่าเขาไม่ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดความสามารถของตัวเอง เพราะการจะดึงศักยภาพสูงสุดออกมานั้น เขาต้องรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย

34.

ชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดโดยสิ่งที่เราทำเป็นครั้งคราว แต่ถูกกำหนดโดยสิ่งที่เราทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

35.

โฟกัสกระบวนการ โฟกัสสิ่งที่ควบคุมได้ หากเราทำตามกระบวนการโดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตลาดในอนาคต เพราะสุดท้ายผลลัพธ์ก็จะดูแลตัวมันเอง

Source: หนังสือ Best Loser Wins บทเรียนหลักล้านจากโคตรเดย์เทรด